Nukbunchee.com Nukbunchee.com Contact Nukbunchee.com
Home Seminar Member News Accounting Auditing Tax Law Web Board Links About us
ศูนย์รวมข่าวบัญชี
ภาษี ประกันสังคม
กฎหมายธุรกิจ
เศรษฐกิจ และอื่นๆ
สำหรับนักบัญชี
และผู้สนใจทั่วไป

 

อ่านข่าวทั้งหมด


หัวข้อข่าว : ระบบภาษีสุรา.... กระตุ้นไทยติดอันดับ 5 ขี้เมาโลก
 
ที่มา / อ้างอิง : มติชน
 พิมพ์ข่าว  ส่งต่อ


ข่าวที่กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาขึ้นอัตราภาษีเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 ปี(นับแต่ปี 2543 เป็นต้นมา) ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจสุราและวงการแพทย์ ว่า สิ่งที่กระทรวงการคลังกำลังดำเนินการอยู่มีความเหมาะสมหรือไม่? และจะนำไปสู่การดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน และการขับขี่รถอย่างปลอดภัยได้จริงหรือ? เนื่องจากมีการวิเคราะห์กันว่า การขึ้นภาษีภายใต้ระบบภาษีในปัจจุบันจะเป็นการกระตุ้นให้คนไทยหันมาดื่มเหล้าเบียร์ที่มีราคาถูกเพิ่มมากขึ้น
จากข้อมูลปี 2546 ชี้ว่าคนไทยดื่มเครื่องดื่มประเภทที่มีแอลกอฮอล์เป็นปริมาณ 267.9 ล้านลิตร(คำนวณจากปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ที่วัดได้ตามมาตรฐานอุตสาหกรรม ซึ่งครอบคลุมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท) เพิ่มขึ้นจากช่วง 10 ปีที่ผ่านมา(ปี 2536) ถึงร้อยละ 44.5 ด้วยปริมาณดังกล่าว ส่งผลให้ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของประเทศที่มีการบริโภคเหล้าเบียร์มากที่สุดในโลก รองจากประเทศมอลโดวา โปรตุเกส บาฮามาส และเซนต์ลูเซีย 
สาเหตุก็เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีส่วนส่งเสริมให้คนไทยส่วนใหญ่หันไปดื่มเหล้าเบียร์ที่มีราคาถูกลง เนื่องจากระบบการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตใช้วิธีจัดเก็บแบบ "ภาษีตามมูลค่า" (ad valorem tax) ไม่ได้เก็บตามปริมาณแอลกอฮอล์ที่มีอยู่จริงในเครื่องดื่มตามมาตรฐานสากล จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพสูง หันไปดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีคุณภาพต่ำแต่ราคาถูกในจำนวนมากแทน
ปี 2546 ที่ผ่านมา เบียร์ราคาถูกกระป๋องละ 35 บาท(330 มิลลิลิตร) มีส่วนแบ่งการตลาดถึงร้อยละ 79 ขณะที่สุรานำเข้าราคาถูกขวดละ 350 บาท ชนิด Scotch Whisky(ขนาด 700 มิลลิลิตร) มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 78.5 ซึ่งเครื่องดื่มทั้ง 2 ประเภทนี้มีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึงร้อยละ 75 ของปริมาณการบริโภคเหล้าเบียร์ที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา(ปี 2536-2546) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เหล้าเบียร์ 2 ประเภทนี้ไม่เคยมีส่วนแบ่งอยู่ในตลาดเลย
นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดตามมาจากการเก็บ "ภาษีตามมูลค่า" ได้ทำให้เหล้าเบียร์ราคาถูกที่ผลิตในประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาดสูงขึ้นถึงร้อยละ 90 แต่กรมสรรพสามิตกลับเก็บภาษีได้เพียงร้อยละ 50 ในแต่ละปี นั้นแสดงว่าระบบการจัดเก็บ "ภาษีตามมูลค่า" ไม่สามารถทำให้กรมสรรพสามิตมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
ในขณะที่เหล้าเบียร์อีกร้อยละ 10 กลับสร้างรายได้ให้กับกรมสรรพสามิตเกือบร้อยละ 50 ซึ่งความแตกต่างของการจัดเก็บภาษีชนิดนี้จะเห็นได้จาก สุรายี่ห้อ "100 Pipers" ที่ต้องเสียภาษีเท่ากับสุรายี่ห้อ "แสงโสม" 2 ขวด หรือเท่ากับสุราชนิด 40 ดีกรี จำนวน 3.6 ขวด ทั้งที่สุรา 3 ชนิดนี้มีปริมาณแอลกอฮอล์ผสมอยู่เท่ากัน
ข้อยืนยันอีกประการหนึ่งที่ว่าระบบการเก็บภาษีในปัจจุบันของกรมสรรพสามิตไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น จะเห็นได้จากการเก็บภาษีในเดือนตุลาคม 2547 ที่ผ่านมา พบว่าการเก็บภาษีเหล้าเบียร์ของกรมเก็บได้ต่ำกว่าเป้าถึง 3,700 ล้านบาท จนทำให้เกิดข้อเสนอซ้ำรอยเดิมที่จะขึ้นภาษีประเภทนี้ให้สูงขึ้นอีกจากกระทรวงการคลัง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงที่ผ่านมาสามารถยืนยันได้ว่า การขึ้นภาษีเหล้าเบียร์ไม่ได้ทำให้คนไทยบริโภคเหล้าเบียร์ลดน้อยลง แต่กลับหันไปบริโภคเหล้าเบียร์ที่มีราคาถูกเพิ่มขึ้น
ไม่เพียงเท่านั้น ภาระภาษีที่ไม่เหมาะสมได้สร้างปัญหาให้กับธุรกิจเครื่องดื่มเหล้าและเบียร์คุณภาพสูงหรือพรีเมี่ยมใกล้จะถึงกาลล่มสลาย เนื่องจากผู้บริโภคได้หันไปดื่มเหล้าเบียร์ที่มีราคาถูกเพิ่มมากขึ้นตลอดเวลา 
นั่นก็หมายความว่า ระบบการจัดเก็บ "ภาษีตามมูลค่า" จะไม่สามารถนำไปใช้ได้ทั้งเป็นเครื่องมือในการควบคุมไม่ให้มีการบริโภคเหล้าเบียร์มากเกินควร หรือการดูแลรักษาสุขภาพของประชาชน และการขับขี่ยวดยานพาหนะอย่างปลอดภัยนั่นเอง
ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิต เลขาธิการมูลนิธิเพื่อการรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ได้ออกมาสนับสนุนรัฐให้ขึ้นภาษีเหล้าเบียร์ โดยหวังว่าเมื่อขึ้นแล้วคนไทยจะลดการบริโภคเหล้าเบียร์ลง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจสุราหลายท่านได้สนับสนุนให้รัฐขึ้นภาษีเหล้าเบียร์ที่คุณหมอได้เสนอเช่นกัน แต่จากข้อเท็จจริงที่ผ่านมาทุกคนยังกังวลใจว่าการขึ้นภาษีภายใต้ระบบ "ภาษีตามมูลค่า" ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือ? 
โดยให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าจะทำให้การขึ้นภาษีบรรลุวัตถุประสงค์ของหมอประกิต รัฐควรพิจารณาปรับเปลี่ยนระบบการจัดเก็บภาษี จากการจัดเก็บระบบ "ภาษีตามมูลค่า" ไปเป็นการจัดเก็บระบบ "ภาษีเฉพาะ" (specific tax) ที่คำนวณการจัดเก็บมากหรือน้อยตามปริมาณแอลกอฮอล์ในเหล้าเบียร์แทน ซึ่งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เท่านั้นที่เราจะมีโอกาสได้เห็นคนไทยลดการบริโภคเหล้าเบียร์มากเกินควรให้เป็นจริงได้ และทุกปีไม่ต้องเสียหน้าติดอันดับโลกกันอีก
***ในราวกลางเดือนธันวาคม 2547 รัฐบาลจัดงาน "เมืองไทยแข็งแรง" โดยประกาศเป็นวาระแห่งชาติ มีเป้าหมายรณรงค์เสริมสร้างสุขภาพของคนไทยใน 3 มิติ คือ ด้านสุขภาพอนามัย ด้านสุขภาพจิต และด้านปัญญา ระยะเวลาดำเนินโครงการระหว่างปี 2548-2560 
เริ่มแรกในปี 2548 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศจุดมุ่งหมายจะนำเงินจากภาษีสินค้าที่ทำลายสุขภาพ เช่น เหล้าและบุหรี่ ที่จัดเก็บได้ปีละประมาณ 120,000 ล้านบาท มาใช้ในการซ่อมสร้างสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกันทางด้านกระทรวงคมนาคมก็สอดรับนโยบายดังกล่าว โดยมีแนวคิดจะเพิ่มมาตรการเพื่อลดการบริโภคสินค้าอบายมุขด้วยการปรับเพิ่มอัตราการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุรา และบุหรี่ ด้านหนึ่งเพื่อนำรายได้จากจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นมาใช้ในโครงการพัฒนาเสริมสร้างสุขภาพ 
ขณะที่อีกด้าน อยู่บนฐานความคิดที่เชื่อว่าการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตกับสินค้าดังกล่าวจะทำให้สินค้ามีราคาสูงขึ้น ส่งผลทางตรงให้ประชาชนลดการบริโภคลง 

1 February 2005

 

 

 

Home | Seminar | Member | News | Accounting | Auditing | Tax | Law | Web Board | Links | About us
© Copyright Nukbunchee.com (2003) Co.,Ltd. All Rights Reserved.